Home ธรรมะ การสร้างบุญด้วยศีล

การสร้างบุญด้วยศีล

0 second read
0
0
94

ศีลได้ชื่อว่าเป็นทางมาของรูปสมบัติ ถ้าหากอยากจะมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่ดีสวยงามสมกับเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ควรจะรักษาศีล เพราะเหตุใดจึงมีคำกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะเป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้กับสุภมาณพในพระไตรปิฎกจูฬกัมมวิภังสูตรเช่นเดียวกัน
สุภมานพถามพระพุทธองค์ว่า “ทำไมบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนอายุยืน?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนที่เกิดมาอายุสั้นนั้น ก็เป็นเพราะว่า เมื่อชาติปางก่อนเป็นคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีศีล 5 เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปตกนรกหมกไหม้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา จนเมื่อรับโทษจากนรกจนหมดกรรมชั่วนั้นแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นคน เพราะเป็นผลของเศษเวรเศษกรรมที่เคยทำมาและติดตามมาส่งผลจึงทำให้ต้องอายุสั้นตายเร็ว ไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล

ส่วนคนที่เกิดมาอายุยืนนั้น ก็เพราะเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นคนมีศีล 5 มีศีลธรรมประจำใจ เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว จึงไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ ได้เสวยบุญที่ทำมา เมื่อถึงเวลาพ้นจากภพนั้นแล้ว ก็มาเกิดมาเป็นคนอีกครั้ง บุญกุศลที่เคยสะสมมา ก็ยังตามมาส่งผลทำให้อายุนั้นยืนยาว

สุภมานพถามต่ออีกว่า “ทำไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“การที่คนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บมาก ก็เพราะว่าเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนที่ชอบทรมานทรมาน เบียดเบียนสัตว์ กักขังสัตว์

สุภมานพถามต่อไปว่า “ทำไมบางคนเกิดมารูปร่างไม่สวย ส่วนบางคนรูปร่างสวย”   พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเป็นคนขี้โกรธ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็คือ เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบาก เมื่อหมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอ ชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์”

“ส่วนเหตุที่คนเกิดมานั้นรูปสวย” ก็คือ เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีศีลและมีเมตตา ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์จึงส่งผลให้เขาผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม

และสุดท้าย สุภมาณพก็ถามว่า “ทำไมคนบางคนจึงเกิดมาโง่ คนบางคนเกิดมาฉลาด” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

คนที่มีสติปัญญาไม่ดีเพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้น เป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณะพราหมณ์ต่อผู้ประพฤติดี ผู้รู้คุณธรรมหรือมีความประพฤติชอบดูถูกดูแคลนผู้ประพฤติธรรมรวมถึงคนอื่น ๆ ชอบดื่มสุราให้ขาดสติอยู่เป็นประจำเมื่อเกิดมาจึงเป็นคนโง่เขลาปัญญาทึบหรือแม้แต่ พิการทางปัญญา

นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องรักษาศีลให้เป็นปกติ

 

แล้วศีลแปลว่าอะไร ?

คำว่า “ศีล” หากในทางความหมายของภิกษุก็คือ “ข้อห้ามในการกระทำที่จะงดเว้นจากความชั่วความทุจริตและสิ่งที่ไม่ดีทุกประการ” พระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาซึ่งเป็นธรรมเสนาบดีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกล่าวเอาไว้ใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ว่า

“ศีล คือ เจตนา ความตั้งใจที่จะงดเว้นจากกายทุจริต 3 อันได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม และ วจีทุจริต 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ”

ศีลนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สงบเพราะเป็นคุณธรรมที่ช่วยรักษา กาย และวาจาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อกายและวาจาสงบเรียบร้อยก็จะพลอยทำให้ใจสงบปราศจากความกังวลไปด้วย

ในบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ท่านก็กล่าวให้ความหมายของคำว่าศีลแปลว่า “ปกติ” หมายถึงสิ่งที่ต้องรักษาเพื่อความเป็นปกติของความเป็นมนุษย์หากมนุษย์คนใดที่ไม่มีศีลก็ไม่เรียกว่ามนุษย์แต่จะเรียกว่า “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง แทน

ศีลนั้นมี 3 ประเภทหรือ 3 ระดับอันได้แก่ ศีลระดับธรรมดาได้แก่ ศีล 5 ศีลระดับกลางมัชฌิมาศีลหรือ อุโบสถศีล คือ ศีล 8 และศีล 10 และ ปาริสุทธิศีลเป็นมหาศีลหรือ ศีลขั้นสูงสุดอย่าง ปาฏิโมกข์สังวรศีล 227 ข้อ ของพระภิกษุ ซึ่งในที่นี้ จะขอขยายความเฉพาะ ศีล 5 ที่เป็นศีลขั้นพื้นฐานสำหรับความเป็นมนุษย์ที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

ในที่นี้ขออธิบายเฉพาะเพียงศีล 5 ที่เราควรจะสร้างและรักษาไว้ให้ดี เนื่องจากเป็นข้อปฏิบัติที่มีความเหมาะสมสำหรับคนปกติธรรมดา หากใครอยากจะถือศีลที่มากกว่านี้ก็ย่อมทำได้ เพียงแต่การถือศีลมากข้อแบบพระสมณะนั้นจะทำให้เกิดความไม่สะดวกบางประการในการดำรงชีวิต เช่น การไม่อาจจะหยิบจับหรือรับเงินทองได้ ซึ่งในความเป็นปกติของมนุษย์ธรรมดาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถือศีลมากขนาดนั้น

ศีล 5 คืออะไร ?

สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธก็คงจะคุ้นเคยเวลาที่พระท่านให้กล่าวอาราธนาศีล 5 แล้วเราก็รับศีลไป แต่บางทีก็ไม่เคยเข้าใจหรือไม่เคยรู้ในความหมายที่แท้จริงเรากล่าวรับไปตามเรื่องอย่างนั้นเอง

ความจริงแล้ว ศีล 5 เป็นสิ่งที่มนุษย์เราช่วยกันบัญญัติขึ้นมาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบจากสามัญสำนึกที่รู้ว่า เมื่อเรามีความรักตนเอง มีความต้องการความสุข มีความต้องการความปลอดภัยอย่างไรในชีวิต คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ศีล 5 จึงมีความหมายว่า หลักมนุษยธรรม หรือ ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์

 

ถือศีลเป็นการสร้างบุญได้อย่างไร 

ในหลักทางมาแห่งบุญข้อที่ 2 กล่าวถึง ศีลมัย หรือ บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีลก็หมายความว่า เมื่อใดที่เรางดเว้นจากความชั่วก็เป็นการสร้าง “กรอบ” ที่จะไม่เรานำร่างกายหรือวาจาไปเบียดเบียนคนอื่นได้เป็นบุญที่ใหญ่กว่าทาน ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า การถือศีลนี่เป็นมหาทานที่ยิ่งใหญ่กว่า ทานใดๆ ก็เพราะว่าถือว่าเราได้ “ให้”

ให้ที่ว่าคือให้ชีวิตและความปลอดภัย หากถือศีลข้อที่ 1 ได้ให้ในความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่นคือการถือศีลข้อที่ 2 ให้ในความปลอดภัยในสถาบันครอบครัวของคนอื่นก็คือศีลข้อที่ 3 ให้ในความจริงใจที่จะมอบให้แก่คนอื่นก็คือศีลข้อ 4 และให้ในความปลอดภัยในทุกสิ่งทุกประการคือศีลข้อที่ 5

หากเรารักษาศีลได้ดีจึงทำให้เราได้บุญด้วยมหาทานอันยิ่งใหญ่ นอกจากกายและวาจาจะไม่ได้เบียดเบียนใครแล้วบุญที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยชำระจิตใจให้สะอาดและมีพลังยิ่งใจสะอาดบริสุทธิ์มากก็ยิ่งมีพลังมากจะดึงดูดเอาสิ่งที่ดีงามมาสู่ชีวิต

 

ผลแห่งการรักษาศีล 5 ดึงดูดอะไรเข้ามาบ้าง ?

ขอยกตัวอย่างจากพระไตรปิฎก (มก.เล่มที่ 42 หน้าที่ 181) ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศีล

รักษาศีลข้อที่ 1 คืองดเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นๆ จะเป็นอย่างไร

เมื่อครั้งสมัยที่พระพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีศีลมาก เว้นจากการฆ่าทั้งปวงมีความละอายมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงเมื่อตายแล้วได้เข้าสู่ความเป็นเทพครอบงำเทวดาอื่นในเทวโลก ครั้นเมื่อตายจากโลกสวรรค์ย่อมได้มหาบุรุษลักษณะ 3 ประการ คือ มี ส้นพระบาทยาว มีองคุลี (นิ้ว) ยาว และมีพระวรกายตรงดังกายพรหม ผลจากการรักษาศีลข้อนี้ทำให้มีพระชนมายุยืนนานไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตก็ดีหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ไม่มีข้าศึกหรือศัตรูใดๆ ในโลกสามารถจะเอาชีวิตของพระองค์ได้

อานิสงส์แห่งการรักษาศีลในข้อที่ 1 หากเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ดังนี้

1. ได้รับผลปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิคือมีภพภูมิอันเป็นสุขเป็นที่ไปไม่ตกต่ำ

2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็จะได้รับผลอีกหลายประการ ได้แก่ มีความสมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ คือมีอวัยวะครบ 32 ประการ มีร่างกายสมส่วน สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย มีมือเท้างาม เป็นผู้มีผิวพรรณสดใส มีรูปโฉมงามสะอาด เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน เป็นผู้มีความสุข เป็นผู้แกล้วกล้า คือเก่งในวิชาความรู้และกล้าหาญ เป็นผู้มีกำลังมาก มีถ้อยคำสละสลวยไพเราะ มีบริวารรักใคร่ไม่แตกแยกจากตน เป็นคนไม่สะดุ้งตกใจกลัวต่อเวรภัย ข้าศึกศัตรูทำร้ายไม่ได้ ไม่ตายด้วยความเพียรฆ่าของผู้อื่น มีบริวารหาที่สุดมิได้ มีความเจ็บไข้น้อย ไม่มีเรื่องเศร้าโศก เสียใจ เป็นที่รักของชาวโลก ไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักและชอบใจ และเป็นผู้ที่มีอายุยืน

รักษาศีลข้อที่ 2 คือ งดเว้นจากการลักทรัพย์หรือมิจฉาอาชีวะมาดีแล้วจะได้เป็นอย่างไร

พระพุทธองค์ในสมัยที่ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เมื่อสามารถละจากมิจฉาอาชีวะ และอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะเว้นทุกอย่างจากการโกง คือ การโกงด้วยตาชั่ง โกงด้วยของปลอม โกงด้วยเครื่องตวงวัดและการโกงด้วยรับสินบน รวมไปถึงการละเว้นจากการตีชิง การปล้นและการกรรโชกทรัพย์ทำให้ได้ลักษณะของผู้เป็นมหาบุรุษมาคือ มีฟันเรียบเสมอกัน ไม่สั้นไม่ยาว

นอกจากนั้นผลแห่งการรักษาศีลมาดีเมื่อได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระราชโอรสมากมายก็ล้วนเป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถต่อกรข้าศึกที่มารุกรานได้ สามารถชนะศึกได้โดยธรรมไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรืออาชญาโทษ ครองแผ่นดินก็สามารถครองแผ่นดินได้อย่างร่มเย็นมั่นคง ไม่มีหมู่โจรและมีบริวารที่ดีประพฤติธรรมตามได้ไม่บกพร่อง และเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะมีบริวารหรือพระสาวกที่มีศีลบริสุทธิ์

นอกจากนั้นยังมีผลแห่งศีลข้อที่ 2 นี้ตามมาอีกคือ

1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเรียกว่า กามสุคติภูมิ หมายความว่าได้เกิดในภูมิที่มีความสุขเท่านั้นได้แก่มนุษย์หรือเทวดา

2. ได้รับผลในปวัตติกาลคือภายหลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับผลอีกหลายประการคือ เกิดมาเป็นผู้มีทรัพย์มาก มีข้าวของและอาหารมาก หาบริโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้นโภคทรัพย์ที่ได้ไว้แล้วก็ยังอยู่ยืนนาน หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว สมบัติไม่กระจายเสียหายด้วยภัยต่างๆ หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข คำว่าไม่รู้ ไม่เคย หรือไม่มีจะไม่เกิดขึ้นและได้ทรัพย์สูงสุดเป็นที่ไปคือนิพพาน

รักษาศีลข้อที่ 3 คือ งดเว้นจากการผิดลูกเมียผู้อื่นมาดีแล้วจะเป็นอย่างไร

พระพุทธองค์หลังจากได้ตั้งความปรารถนาว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้าก็ได้พบกับพระนางอมิตตาซึ่งพระนางได้อธิษฐานบุญให้เกิดเป็นคู่กับพระองค์ ไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะได้เสวยชาติเป็นอะไรก็ตามพระองค์ก็จะพบพานและอยู่กับพระนางอมิตตาอยู่เสมอ คือไม่เคยพลัดพรากจากคู่รักของพระองค์เลย

และหากมนุษย์เราสามารถละเว้นจากการประพฤติผิดในกามเสียได้จะได้รับผล 2 ขั้น คือ

1. ได้รับผลใน ปฏิสนธิกาล คือเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุข

2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จะได้รับผลอีก 20 ประการ คือ ไม่มีข้าศึกศัตรูใดๆ มาแผ้วพาน เป็นที่รักของคนทั่วไป จะนั่งจะนอนหลับอย่างไรก็เป็นสุข เมื่อตื่นก็เป็นสุข พ้นภัยในอบายภูมิ (อบายภูมิ คือ เปรต สัตว์นรก อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน) ไม่เป็นบุคคลอาภัพทางเพศ คือไม่เกิดเป็นเกย์หรือกะเทย ไม่โกรธง่าย จะทำอะไรก็สามารถทำได้โดยเรียบร้อย สามารถทำอะไรต่างๆ ได้อย่างเปิดเผยแจ่มแจ้ง ร่างกายมีความงามสง่า คอไม่ตกหน้าไม่ก้ม มีอำนาจวาสนาดี มีแต่เพื่อนรักทั้งบุรุษและสตรี มีอินทรีย์ 5 บริบูรณ์ (คือ ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา) มีลักษณะความเป็นมนุษย์บริบูรณ์ ไม่มีใครรังเกียจ ขวนขวายการงานน้อยๆ แต่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากก็ได้ทรัพย์ จะอยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ไม่ต้องกลัวภัยจากใคร ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่รัก และหาข้าว น้ำ ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่มได้ง่าย

รักษาศีลข้อที่ 4 คือ งดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อมาดีแล้วจะเป็นอย่างไร

ในครั้งพุทธกาล สามีของหญิงคนหนึ่งได้ฟังธรรมพระเทศนาของพระพุทธองค์แล้วเกิดความศรัทธาออกบวช หญิงคนนี้จึงต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งให้นางมาอยู่ในราชวัง วันหนึ่งพระองค์ก็ได้ทรงประทานดอกบัวให้แก่หญิงคนนี้ นางก็แสดงอาการยินดีร่าเริงแต่พอได้ดมดอกบัวเข้าก็ร้องไห้

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เห็นดังนั้นก็ตรัสถามว่าเป็นเพราะเหตุใด นางจึงได้เล่าเหตุผลเพราะคิดถึงกลิ่นดอกบัวนี้ช่างเหมือนกับสามีของนางที่หอมเหมือนดอกบัวไม่มีผิด วันรุ่งขึ้นพระราชาจึงได้รับสั่งให้คนขนของหอมที่มีกลิ่นอื่นๆ ออกไปจากวังให้หมดแล้ว ไปอาราธนาเชิญพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์รวมถึงอดีตสามีของนางที่บวชอยู่มาฉันภัตตาหารที่วัง เมื่อเสร็จแล้วก็ทูลเชิญพระศาสดาและพระสาวกกลับ เหลือแต่พระสงฆ์อดีตสามีของนางเท่านั้น

เมื่อพระเถระที่เป็นอดีตสามีของนางกล่าวอนุโมทนาบุญ กลิ่นหอมจากปากท่านก็ได้ฟุ้งไปทั่วพระราชวัง วันรุ่งขึ้นพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพระเถระรูปนั้นในอดีตเป็นผู้ที่มีวาจาดี พูดแต่ความจริงและเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วก็ทำการเปล่งวาจาแสดงความเคารพว่า สาธุๆๆ ไม่ขาดปากด้วยความเคารพในพระธรรมสูงสุด กลิ่นปากจึงได้หอมเหมือนดอกบัว

ด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีลข้อที่ 4 นั้นจะยังผลให้เกิดความสุขถึง 14 ประการ คือ มีอินทรีย์ทั้ง 5 ผ่องใส เป็นผู้มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน มีฟันสวยเสมอกันและสะอาด เป็นผู้ที่มีรูปร่างดีไม่อ้วนจนเกินไปไม่ผอมจนเกินไป ไม่สูงจนเกินไปไม่เตี้ยจนเกินไป กลิ่นปากหอมเหมือนดอกบัว ได้สัมผัสแต่ที่เป็นสุขหากมีบริวารก็จะล้วนแต่เป็นคนขยันขันแข็ง บุคคลอื่นจะเชื่อถือถ้อยคำที่พูด ได้มีลิ้นบางแดงอ่อนเหมือนกลีบดอกบัว เป็นผู้ที่มีใจไม่ฟุ้งซ่าน และไม่มีโอกาสเกิดความพิการทางเสียงคือ ไม่ติดอ่าง ไม่เป็นใบ้

รักษาศีลข้อที่ 5 คืองดเว้นจากการดื่มสุราสิ่งเสพติดต่างๆ มาดีแล้วจะได้ผลเป็นอย่างไร ?

ในที่นี้ขอนำหลักฐานเรื่องราวของการไม่รักษาศีล 5 ที่ปรากฏมาเล่าสู่กันฟังก่อนว่ามีโทษภัยมากมายขนาดไหน

ในสมัยพุทธกาล มีบุตรเศรษฐีและภรรยาตระกูลหนึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมากมายถึง 160 โกฏิ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท) แต่ถูกพวกนักเลงสุราลวงให้ดื่มสุราและหันเข้าหาอบายมุขมากมายในเวลาไม่นานทรัพย์ทั้งหมดก็หมดไปจนกระทั่งยากจนลงกลายเป็นขอทาน

พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องและตรัสว่า ถ้าบุตรเศรษฐีและภรรยาไม่ผลาญทรัพย์สินให้หมดไปจากการขาดสติ และหมั่นประกอบกิจการงานให้ดีตั้งแต่ปฐมวัย (คือวัยหนุ่มสาว) ก็จะได้กลายเป็นมหาเศรษฐีชั้นเลิศหากยังครองเพศฆราวาส หากออกบวชก็จะได้เป็นพระอรหันต์ส่วนภรรยาหากออกบวชได้ก็เป็นอย่างน้อยพระอานาคามี และถ้าได้ประกอบกิจการงานในวัยกลางคนก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นดีขั้นที่ 2 รองลงมา และหากออกบวชตัวสามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามีส่วนภรรยาก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี และถ้าประกอบกิจการงานในปัจฉิมวัยก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 3 หากออกบวชก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี ส่วนภรรยาก็จะได้อย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน

แต่ทว่าผลแห่งการผิดศีล ข้อที่ 5 ทำให้บุตรเศรษฐีไม่มีอะไรเหลืออีกเลยทั้งโภคทรัพย์ที่ควรมีและอริยทรัพย์ที่ควรจะได้เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

อานิสงส์จากการเว้นดื่มน้ำเมาและอบายมุขทั้งหลายนั้นจะมีผลมากถึง 35 ประการ คือ

สามารถรู้กิจการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างรวดเร็ว มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ มีปัญญาดี มีความรู้มาก มีแต่ความสุข มีแต่คนนับถือ ยำเกรง มีความขวนขวายน้อยได้ทรัพย์มาก (หากินง่าย) มีปัญญามากทั้งในทางโลกและบันเทิงในธรรม มีความเห็นถูกต้อง มีศีลบริสุทธิ์ มีใจละอายแก่บาป รู้จักกลัวบาป เป็นบัณฑิต มีความกตัญญูกตเวที พูดแต่ความสัตย์ รู้จักเฉลี่ยเจือจานทรัพย์ มีความซื่อตรง ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นใบ้ ไม่มัวเมาประมาทหรือหลงใหลสิ่งอื่นใดที่ไม่ดีได้ง่ายๆ ไม่มีความหวาดสะดุ้งกลัวโดยไร้เหตุผล ไม่บ้าน้ำลาย ไม่งุนงงไม่เซ่อเซอะ ไม่มีการความแข่งดี ไม่มีความริษยา ไม่ส่อเสียดใคร ไม่พูดหยาบ ไม่พูดในสิ่งที่เพ้อเจ้อไร้ประโยชน์ เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน ไม่ตระหนี่ ไม่โกรธง่าย และสุดท้ายคือ ฉลาดรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และในสิ่งที่เป็นโทษ

จะเห็นได้ว่าอานิสงส์ของการรักษาศีลข้อสุดท้ายนั้นมีมากเป็นการครอบคลุมผลดีแห่งศีลทั้งหมดก็เพราะหากคนเรามีจิตดี สติดีก็จะลงมือกระทำความชั่วใดๆ ได้ยากศีลข้อที่ 5 นี้นับว่าเป็นข้อที่สำคัญมากที่สุดในบรรดาศีล 5 ทั้งหมด

 

วิธีการรักษาศีลจะทำอย่างไร ?

          หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการรักษาศีลว่า การจะถือศีลต้องนุ่งขาวห่มขาว หรือจะให้ดีต้องไปบวชพราหมณ์หรือบวชพระไปเลยจะได้อานิสงส์มากแน่ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้นคือถ้าสามารถบวชได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากเพราะยิ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งเกิดผลบุญบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น

แต่ทว่าการรักษาศีลให้ดีสำหรับ “ความเป็นมนุษย์ปุถุชนแม้เพียงศีล 5 ก็เพียงพอไม่ต้องถึงขนาดไปบวชหรือนุ่งขาวห่มขาวเกล้ามวยผมก่อนจะถือศีล การนุ่งขาวห่มขาวนั้นมีข้อดีตรงที่เป็นการเตรียมพร้อมทางร่างกายในเชิง “สัญลักษณ์” ที่ดี คือ พอเราใส่ชุดขาวทั้งชุดมันเกิดความรู้สึกสะอาดทั้งตัว มองเห็นตัวเองสะอาดแล้วใจก็อยากจะสะอาดตามทำให้รักษาศีลได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่เท่ากับ “ความตั้งใจ” ในการรักษา

ในการรักษาศีลที่ดีเรามองกันที่ “เจตนา” เป็นสิ่งสำคัญ การที่คนเราไม่ได้ทำผิดศีลไม่ได้ทำความชั่ว ไม่ได้แปลว่า เรามีศีลแล้ว เพราะคนที่ไม่ได้ทำความชั่วนั้นอาจเป็นเพราะเขายังไม่มีโอกาสที่จะทำชั่วเท่านั้นเอง เช่น เป็นคนป่วยที่นอนหมดแรงอยู่ในโรงพยาบาลก็ย่อมที่จะลุกไปเบียดเบียนใครไม่ได้ หรือ คนที่ยังอยู่ในคุกก็เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวไปทำอันตรายคนอื่นๆ ได้

การที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาศีลที่แท้จริงคือ เราเจตนาด้วยใจที่แท้ว่า จะงดเว้นจากการทำความชั่วทั้งหลายอย่างจริงจังที่สุด

เคล็ดวิธีที่ดีในการรักษาศีลคือการไปขอ สมาทานศีลกับพระภิกษุเพื่อให้ท่านเป็นสักขีพยาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรักษาศีลได้อย่างมั่นคงกว่าที่เราปฏิญาณตนว่าจะรักษาศีลเฉยๆ ลองคิดตามง่ายๆ ครับว่า ต่อหน้าพระท่านเวลาเราขอกล่าวสมาทานศีลแล้ว หากจะให้ผิดคำก็จะรู้สึกว่า บาปมากกว่าการที่เราไม่ได้สมาทานศีล ยิ่งเรากลัวบาปมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งสามารถรักษาศีลได้มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าจะให้สะดวกมากยิ่งขึ้นและเป็นการง่ายยิ่งขึ้นในการรักษาศีลให้ดีโดยไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องไปกล่าวสมาทานศีลกับพระภิกษุก็สามารถทำได้โดยเริ่มจาก “ความคิด” ของตนเองก่อน

ก่อนจะทำการรักษาศีลหรือกล่าวสมาทานศีลขอให้ทำการ “กรอเทปสมองเสียก่อน”

 

การกรอเทปสมองคืออะไร ?

การกรอเทปสมองก็คือการนั่งลงสงบใจแล้วเรียงลำดับความคิดนึกย้อนถึงการกระทำของเราเองที่ผ่านมาในหนึ่งวันที่ผ่านไปการกรอเทปสมองนี้ควรกระทำก่อนที่จะเข้านอนจะได้ผลดีที่สุดเป็นการทบทวนตัวเองหลังจากผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ ภายใน 1 วันมาแล้วว่า เราเผลอทำผิดศีลข้อใดมาบ้างโดยพยายามนึกให้ออกมาที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ก็สมาทานศีลเข้านอน เวลานอนนั้นจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายจะได้สงบไม่ได้ผิดศีลข้อใดๆ เลย

หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าแล้วเราก็ทำการนั่งสงบจิตก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยกรอเทปสมองอีกครั้งแล้วทำการสมาทานศีล 5 เพื่อที่จะรักษาศีลให้ดีภายใน 1 วันนี้โดยไม่ให้ผิดซ้ำอีกเหมือนวันที่ผ่านมาแล้วค่อยออกไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยเมื่อทำการกรอเทปสมองบ่อยๆ แล้วก็จะทำให้จิตมีความระมัดระวังในตนเองที่จะไม่ให้ร่างกายและวาจาของตนเองเผลอทำผิดซ้ำอีก

และเมื่อทำได้เป็นประจำก็จะทำให้เราสามารถกลายเป็นผู้ที่สามารถรักษาศีลได้ดีไปโดยปริยาย เมื่อเรารักษาศีลให้ดีแล้วศีลก็จะรักษาเราด้วย เพราะมันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมหากเราไม่นำร่างกายและวาจาของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใครแล้วก็ย่อมที่จะไม่มีใครจะมาสร้างความเดือดร้อนหรือความทุกข์ให้กับเราได้

หากปรารถนาสิ่งใดก็อธิษฐานจิตโดยเอาศีลที่บริสุทธิ์ของเราเป็นที่ตั้ง ความปรารถนาในทางที่ดีงามก็มักจะสำเร็จได้โดยง่าย ศีลจึงเป็นบุญและเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่จะช่วยพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้นแบบทันตาเห็นทั้งในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปในภพชาติต่อไป

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ธรรมะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

ฝึกปล่อยวาง ด้วย 10 คำสอนหลวงพ่อชา สุภทฺโท

หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ … …